Pages

Showing posts with label ทุกๆ. Show all posts
Showing posts with label ทุกๆ. Show all posts

Sunday, September 27, 2020

ฟาตียิ้มไม่หุบลงเล่นร่วมกับเมสซี่ | thsport.com - thsport.com

tunggusama.blogspot.com

ระดับ :

ความคิดเห็นที่

น.

แก้ไขเมื่อ น.

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 28, 2020 at 05:47AM
https://ift.tt/338marO

ฟาตียิ้มไม่หุบลงเล่นร่วมกับเมสซี่ | thsport.com - thsport.com
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Friday, September 25, 2020

Blue Café และ Gold Rush นาฬิกาคอลเลคชั่น Fall 2020 จาก GUESS - Sanook

tunggusama.blogspot.com

GUESS รังสรรค์นาฬิกาครั้งแรกในปี 1983 ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันคือ Young, Sexy & Adventurous และถือเป็นแรงบันดาลใจหลักสำหรับนาฬิกาในทุกๆ คอลเลคชั่นของ GUESS จนถึงปัจจุบัน โดย GUESS Watch จัดอยู่ในกลุ่มของนาฬิกาประเภทแฟชั่นที่มีความหลากหลาย ทันสมัยและเป็นไปตามแนวทางเดียวกับเทรนด์แฟชั่นโลก

นอกจากนี้ตัวเรือนและงานประกอบยังมีความคงทนแข็งแรง โดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะตัว ตัวอย่างเช่น การนำสัญลักษณ์ ตัว G หรือ โลโก้สามเหลี่ยมมาออกแบบ และคุณภาพของนาฬิกาที่มีลักษณะทางเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่มีรายละเอียดที่สวยงามในการตกแต่งอย่างลงตัว เพื่อรองรับความต้องการของทั้งผู้ชายและผู้หญิงให้สวมใส่ได้ในทุกๆ วัน ทุกๆ โอกาส

สำหรับคอลเลคชั่น Fall 2020 นี้ นาฬิกามีทั้งหมด 4 ธีม ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ธีม สำหรับผู้ชายได้แก่ ธีม Blue Café ที่ดีไซน์ด้วยการเลือกใช้โทนสีที่เข้ากับช่วงฤดู และธีม Gold Rush ที่เลือกใช้โทนใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม มาแมทช์กับโทนสีทองเพื่อความเรียบหรู ดูสุขุมนุ่มลึกมากยิ่งขึ้น ขณะที่ 2 ธีมสำหรับผู้หญิง ได้แก่ ธีม Modern Muse ที่เน้นสีที่มีความหวานละมุนอย่างสีโรสโกลล์ ส่วนธีมสุดท้าย On The Rock ที่ใช้การออกแบบคริสตัลรูปทรงใหม่และดีไซน์ที่แตกต่างมาประดับตกแต่งบนนาฬิกาอย่างประณีต

Blue Café โดดเด่นด้วยการใช้โทนสีน้ำเงินซึ่งให้ความรู้สึกของช่วงฤดูหนาว พร้อมด้วยดีไซน์ ที่ตัวเรือนโชว์กลไกของนาฬิกา (Cut out multi-function) และการใช้สายแบบ Flex Strap ซึ่งเป็นสายซิลิโคนที่หุ้มด้วยสายหนังด้านบน เนื่องจากสายแบบซิลิโคนง่ายต่อการดูแลและทำความสะอาด แต่ยังคงความคลาสสิคด้วยการท็อปอัพด้วยสายหนังด้านบน


Gold Rush คอลเลคชั่นที่เน้นการดีไซน์ตัวเรือนด้วยสีดำ ทอง  และสีเขียว เป็นเฉดสีใหม่ล่าสุดสำหรับเทรนด์ Fashion ซึ่งเป็นการผสมผสานของแต่ละโทนสีกันได้อย่างลงตัว “แตกต่างอย่างลงตัว”

นอกจากคอลเลคชั่นหลักทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ในทุกๆ ปี GUESS ก็ยังมีการออกแบบไลน์แคปซูลคอลเลคชั่นเอาใจลูกค้าสายสตรีท ที่มีความชื่นชอบในสตรีทแวร์ ซึ่งสามารถจับกลุ่มลูกค้า New Gen ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นคอลเลคชั่น GUESS Originals หรือคอลเลคชั่นที่ได้จับมือร่วมกับศิลปินชื่อดังต่างๆ มากมาย

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 26, 2020 at 08:31AM
https://ift.tt/2Hoaskb

Blue Café และ Gold Rush นาฬิกาคอลเลคชั่น Fall 2020 จาก GUESS - Sanook
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

คอลัมน์ผู้หญิง - ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปอดสำหรับประชาชน (ตอนที่ 1) - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

tunggusama.blogspot.com

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สูงสุดของประชากรไทย และหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทยคือมะเร็งปอด (lung cancer)โดยจากสถิติพบว่าถ้าพิจารณาในกลุ่มประชากรชาวไทยทั้งหมด มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสาม โดยมีจำนวนผู้ป่วยใหม่ประมาณ 10,000 รายต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นในทุกๆ ปี ถ้าแบ่งออกตามเพศ พบว่าในเพศชาย จะพบมะเร็งปอดพบได้บ่อยเป็นอันดับสอง (รองจากมะเร็งตับและท่อน้ำดี) และพบบ่อยเป็นอันดับสี่ในเพศหญิง รองจากมะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร และถ้าพิจารณาถึงผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมะเร็งในแต่ละปี พบว่ามะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโรคมะเร็งที่เกิดในคนไทยมะเร็งปอดเป็นโรคที่มีความรุนแรงแต่สามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคและการรักษาในระยะแรกก็ยังมีโอกาสหายขาดจากมะเร็งได้


ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งที่ปอดสามารถแบ่งออกได้อย่างกว้างๆ ออกเป็นสองประเภทคือ

1.มะเร็งที่เกิดจากเนื้อปอดเอง (primary lung cancer) โดยเป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อของปอด จะมีการแบ่งชนิดย่อยออกไปตามลักษณะทางพยาธิวิทยา ออกเป็น

a. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (non small cell carcinoma) ในกลุ่มนี้สามารถแบ่งชนิดออกไปตามลักษณะที่ตรวจพบจากชิ้นเนื้อ เช่น adenocarcinoma, squamous cell carcinoma มะเร็งปอดกลุ่มนี้ รวมกันพบได้ประมาณ 80% ของมะเร็งปอดของประชากรไทย

b.มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell carcinoma) พบได้ประมาณ 20% ของมะเร็งปอดที่พบในประชากรไทย

c.มะเร็งปอดชนิดอื่นๆ ที่พบไม่บ่อย เช่น carcinoid tumor เป็นมะเร็งที่มีลักษณะเฉพาะและพบไม่บ่อย

การแบ่งมะเร็งปอดออกเป็นกลุ่มๆ จะช่วยในการประเมินการดำเนินโรคและเลือกการรักษาที่เหมาะกับชนิดของมะเร็งแต่ละชนิด เนื่องจากการรักษาจะไม่เหมือนกันสำหรับมะเร็งที่มีลักษณะทางพยาธิวิทยาที่แตกต่างกัน

2.มะเร็งปอดที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น (metastatic lung cancer) เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีเลือดและน้ำเหลืองมาเลี้ยงเป็นปริมาณมาก ดังนั้น เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งจากอวัยวะอื่นก็จะมีโอกาสมาที่ปอดได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้การรักษามะเร็งปอดที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งต้นกำเนิด แต่ส่วนมากมักจะแสดงว่ามะเร็งได้ลุกลามไปมากและมักจะรักษาไม่หายขาดแล้ว

สาเหตุของการเกิดมะเร็งปอด

มะเร็งปอดเกิดจากเนื้อเยื่อที่เกิดการแบ่งตัวผิดปกติ ทำให้มีการเติบโตของเนื้อเยื่อและลุกลามไปยังอวัยวะอื่น สาเหตุที่พบได้บ่อยของมะเร็งปอดคือร่างกายได้รับสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้กลไกการควบคุมการแบ่งตัวของเนื้อเยื่อทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์ของปอดมีแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติขึ้น ภาวะที่เป็นความเสี่ยงสูงสุดของการเกิดมะเร็งปอดคือการสูบบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด เนื่องจากในควันบุหรี่จะมีส่วนประกอบมากมายหลายชนิดและพบว่ามากกว่า 62 ชนิดเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogens) เช่น น้ำมันดิน สารไฮโดรคาร์บอน ดังนั้นพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องจะมีโอกาสเกิดมะเร็งมากขึ้นกว่าผู้ที่ไม่สูบประมาณ 10-20 เท่า ส่วนผู้ที่รับควันบุหรี่จากสิ่งแวดล้อม (second-hand smokers) ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลที่ไม่สูบบุหรี่อย่างชัดเจน หญิงที่อาศัยอยู่กับสามีที่สูบบุหรี่ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น 24% และผู้ที่ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีการสูบบุหรี่ ก็จะพบว่ามีโอกาสเกิดมะเร็งปอดมากขึ้นเช่นกัน จากสถิติพบว่าในผู้ป่วยชายไทยที่เป็นมะเร็งปอด มากกว่า 90% จะมีประวัติการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องมาก่อน ส่วนในเพศหญิง พบว่าประมาณ 50% มีประวัติสูบบุหรี่ ซึ่งการสูบบุหรี่ก็ยังเป็นปัญหาที่สำคัญของประชากรไทย เนื่องจากข้อมูลล่าสุดยังพบว่ามีคนไทยสูบบุหรี่มากกว่า11 ล้านคน และประชากรไทยเพศชาย มากกว่า40% สูบบุหรี่ ส่วนในเพศหญิงถึงแม้ว่ามีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำ (ประมาณ 2%) แต่พบว่าในปัจจุบันมีวัยรุ่นทั้งหญิงและชายที่สูบบุหรี่มากขึ้น และจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการเกิดมะเร็งปอดในอนาคต นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งปอดมากขึ้นได้แก่ การหายใจแร่ใยหิน (asbestos) ซึ่งมักจะได้รับจากการทำงาน, โรคเรื้อรังในปอดบางชนิด เช่น พังผืดในปอด (pulmonary fibrosis) ซึ่งภาวะเหล่านี้ ไม่ใช่สาเหตุที่พบบ่อยของมะเร็งปอด

ดังนั้นจะเห็นว่าแนวทางที่สำคัญที่สุดของการป้องกันการเป็นมะเร็งปอดคือการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการสัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง การหยุดสุบบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่จะทำให้ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลดลงทันที แต่ในผู้ที่สูบมานาน ต้องใช้เวลาหลังเลิกบุหรี่ถึง 15-20 ปี ที่ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดจะลดลงมาเท่าคนปกติที่ไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงสารระคายเคืองที่มักพบในที่ทำงาน หรือสิ่งแวดล้อม การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ก็จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งลงได้

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์

ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 26, 2020 at 06:00AM
https://ift.tt/369YYeK

คอลัมน์ผู้หญิง - ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปอดสำหรับประชาชน (ตอนที่ 1) - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Thursday, September 24, 2020

6 วิธีดูแลผิวให้ห่างไกลสิว แม้ต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกวัน - Sanook

tunggusama.blogspot.com

แม้ว่าการสวมหน้ากากอนามัยจะกลายเป็นเรื่องคุ้นชินสำหรับทุกๆ คนกันไปแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสวมหน้ากากอนามัยสามารถส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้มากเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวแพ้ง่าย ยิ่งต้องใส่ใจในเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยกันอย่างมาก มาลองดู 6 วิธีที่จะช่วยป้องกันสิวจากการสวมหน้ากากอนามัยที่เราได้นำมาแชร์ให้ได้ทราบกันดีกว่า เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกๆ คนได้มากเลยทีเดียว


1.แต่งหน้าลุคเบาๆ
ต่อให้มีหน้ากากอนามัยปกปิดผิวหน้า สำหรับสาวๆ แล้วการแต่งหน้าก็ยังคงดำเนินการต่อไปเหมือนเช่นเดิม เพราะการแต่งหน้าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองอย่างมาก ดังนั้นเพื่อป้องกันสิวจากการสวมหน้ากากอนามัยดังกล่าว แนะนำให้สาวๆ เลือกแต่งหน้าลุคเบาๆ อย่างน้อยเพื่อให้ผิวสามารถระบายอากาศได้บ้าง เพราะผิวที่อยู่ภายใต้หน้ากาก อาจส่งผลให้อากาศระบายได้ไม่ดีเท่าที่ควร


2.ทำความสะอาดตามขั้นตอน
การล้างหน้าในช่วงที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย จำเป็นที่จะต้องใส่ใจในขั้นตอนการล้างหน้าที่ถูกต้อง โดยควรเน้นในเรื่องการใช้รีมูฟเวอร์เพื่อเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด ต่อด้วยการล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า แล้วปิดท้ายด้วยการเช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์ สำคัญที่สุดคือห้ามทิ้งขั้นตอนใดไปเด็ดขาด


3.งดใช้เครื่องสำอางเนื้อครีมหนา
การใช้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์หลายๆ ตัว ในช่วงที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย อาจทำให้ผิวอุดตันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย อีกทั้งยังทำให้รู้สึกหนักหน้าและผิวมันอีกด้วย


4.เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน
อย่ารอให้หน้ากากเลอะก่อนถึงจะเปลี่ยน เพราะวิธีนี้ส่งผลเสียต่อผิวหน้าและอาจก่อให้เกิดสิวตามมาได้ อย่าลืมว่าหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ย่อมมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคติดอยู่เสมอ ซึ่งไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่เราใส่ บางครั้งก็เปลี่ยนวันละ 2-3 ชุด เพื่อความสะอาด ซึ่งหน้ากากอนามัยก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทุกวัน อย่าเสียดาย เพราะสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีค่ามากกว่าเสมอ


5.ใช้หน้ากากเนื้อนุ่มและพอดีกับใบหน้า
การเลือกหน้ากากอนามัยไม่ควรเน้นแต่เพียงเรื่องแบรนด์หรือลวดลายสีสันสดใส แต่ควรเน้นที่ความนุ่มของหน้ากาก และเลือกใส่หน้ากากอนามัยที่มีความพอดีกับใบหน้า ทั้งนี้เพื่อลดการเสียดสีกับผิวหน้าและไม่ทำให้ผิวหน้าโดนกดมากจนเกินไปนั่นเอง


6.ไม่ใส่หน้ากากอนามัยนานเกินไป
การรู้จักป้องกันย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรมากจนเกินไป โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน จนแทบจะไม่ค่อยถอดออกมาเลย เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจนำมาสู่การเกิดสิวที่หนักมาก เนื่องจากผิวที่ถูกปิดด้วยหน้ากากอนามัยจะเกิดการอับชื้นหรือทำให้เกิดความมันมากกว่าปกติ

รู้ถึงวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดสิวในช่วงเวลาที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยกันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับใครที่ยังมีพฤติกรรมแบบข้างต้น แนะนำว่าให้ลองปรับเปลี่ยนกันสักนิด และที่สำคัญอย่าลืมใส่ใจในเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะการล้างหน้าและการหมั่นเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน เพราะสิ่งนี้ถือว่าสำคัญต่อการดูแลผิวหน้าในสถานการณ์ที่ต้องป้องกันไวรัสนั่นเองค่ะ

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 25, 2020 at 08:00AM
https://ift.tt/2GaD5k9

6 วิธีดูแลผิวให้ห่างไกลสิว แม้ต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกวัน - Sanook
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Monday, September 21, 2020

กทม.ตรวจสอบทางเท้าทุกๆ15 วัน ปรับปรุงมาตรฐานให้เหมาะทุกคน - ไทยรัฐ

tunggusama.blogspot.com

นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผอ.สำนักการโยธา กทม. กล่าวว่า สำนักการโยธามีแผนการปรับปรุงซ่อมแซมทางเท้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วยการตรวจสอบความเสียหายทางเท้าตามวงรอบทุก 15 วัน หากตรวจพบความเสียหาย ศูนย์ก่อสร้างและบูรณะถนนจะจัดหน่วยซ่อมฉุกเฉินเข้าดำเนินการทันที

สำหรับการขออนุญาตตัดคันหินทางเท้า เพื่อทำทางลาด ทำทางเข้าออกในพื้นที่สาธารณะ อยู่ในอำนาจของสำนักงานเขตที่จะพิจารณาและออกใบอนุญาตตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการขออนุญาตตัดคันหินทางเท้า ลดระดับคันหินทางเท้าและทำทางเชื่อมในที่สาธารณะ พ.ศ.2531 ซึ่งเมื่อสำนักเขตได้ออกใบอนุญาตแล้ว สำนักการโยธาจะตรวจสอบว่ามีการก่อสร้างตามรูปแบบที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะแจ้งสำนักงานเขตเพื่อดำเนินการ ส่วนกรณีการตัดคันหินทางเท้าที่ไม่ได้รับอนุญาต หากสำนักการโยธาตรวจพบจะแจ้งสำนักงานเขต เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

นอกจากนั้น ยังได้ให้ความสำคัญต่อทางเท้าอันเป็นจุดเชื่อมต่อในการเดินทาง ทั้งระบบขนส่งมวลชน ระบบราง และรถโดยสารสาธารณะ โดยนำร่องปรับปรุงทางเท้าบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามยอด โดยประสานความร่วมมือกับกลุ่มคนพิการ ทดสอบความเหมาะสมของทางเท้า เพื่อนำมาปรับปรุงแบบมาตรฐานทางเท้าของกรุงเทพมหานครให้เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ของทุกคน รวมทั้งได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงทางเท้าตามแบบมาตรฐานใหม่ในหลายเส้นทาง เริ่มจากบริเวณโดยรอบอาคารศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 22, 2020 at 09:01AM
https://ift.tt/2RMTb6f

กทม.ตรวจสอบทางเท้าทุกๆ15 วัน ปรับปรุงมาตรฐานให้เหมาะทุกคน - ไทยรัฐ
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Sunday, September 20, 2020

"ฌอน" กลับมาแล้ว แจงเงินบริจาค 1.3 ล้านบาท ขอทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม - ไทยรัฐ

tunggusama.blogspot.com

1. เงินที่ผู้มีจิตศรัทธาสมทบเข้ามาในช่วงเดือน มี.ค. 2563 - เม.ย.2563 ที่ผ่านมาจำนวนเต็มคือ 1,346,887.73 บาท (หนึ่งล้านสามแสนสี่หมื่นหกพันแปดร้อยแปดสิบเจ็ดบาทเจ็ดสิบสามสตางค์) โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้ได้ทำเป็นโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่าอย่างยั่งยืน โดยมีที่ปรึกษาเป็นพระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด จังหวัดเชียงใหม่, ครูบาอาจารย์, นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสบการณ์ และมีคณะกรรมการในการร่วมตัดสินใจในทุกๆ ขั้นตอน

หากท่านใดที่ต้องการจะมีส่วนร่วมทั้งการเป็นจิตอาสา ทั้งการเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม หรือเป็นชุมชนใดที่ต้องการเตรียมการเพื่อป้องกันปัญหาหมอกควันไฟป่าในปีหน้า เช่น การสร้างแนวกันไฟ ฝาย ปลูกป่าเปียก หรือ ต้องการอุปกรณ์ต่างๆ สามารถติดต่อเข้าไปที่เพจ "รักษ์ไม่มีเงื่อนไข" ได้เลย

2. ที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือเต็มที่กับเจ้าหน้าที่สอบสวน ไม่เคยมีการหลบหนีใดๆ โดยหลักฐานทั้งหมดได้อยู่ในมือของผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ อยู่ในกระบวนการที่ถูกต้อง และกำลังอยู่ในความดูแลของทีมกฎหมาย (หลักฐานเรื่องการซื้อบ้าน ซื้อรถ จากรายได้โดยสุจริต ทุกอย่างได้ดำเนินการก่อนเรื่องรับบริจาค มีการเสียภาษีที่เป็นไปตามกฎหมายและมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้รับมาจากผู้มีจิตศรัทธา)

3. ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้ไม่ได้ลงภาพหรือคลิปใดๆ แต่เรายังคงลงมือทำงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พวกเราเข้าไปเรียนรู้ด้านการพัฒนาสังคมเพราะทุกๆ ที่ที่ไป ทุกคนที่ได้เจอ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอ

4. ขออภัยอีกครั้งหากสิ่งใดที่เคยทำหรือสื่อสาร ทำให้ท่านเกิดความไม่สบายใจ ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ขอให้ยกโทษให้ด้วย เพราะด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้วไม่มีเจตนาจะว่า หรือให้ร้ายต่อใคร และยินดีน้อมรับทุกถ้อยคำเพื่อที่จะแก้ไข ปรับปรุงตนเองต่อไป ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนทำให้ครอบครัว และเพื่อนๆ ได้มีโอกาสฝึกฝน พัฒนาตนเองทั้งกายและจิตใจมากขึ้น

ต่อจากนี้ไป จะยังคงใช้ชีวิตออฟไลน์ ยังไม่กลับมาใช้ Social Media อีกสักระยะ แต่จะยังคงลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหา บรรเทาหมอกควันไฟป่าอย่างยั่งยืนสำหรับปีถัดไปในทุกๆ สัปดาห์ เพราะปัญหานี้เรื้อรังมากว่า 10 ปี คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหมดไป แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ที่จะบรรเทาปัญหา.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก Sean Buranahiran - ฌอน บูรณะหิรัญ

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 21, 2020 at 10:25AM
https://ift.tt/2RGYMuZ

"ฌอน" กลับมาแล้ว แจงเงินบริจาค 1.3 ล้านบาท ขอทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม - ไทยรัฐ
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจหลัง 'เป๊ก สัณณ์ชัย' โพสต์ไอจี 'เราคงแบกทุกๆเรื่องในชีวิตตลอดเวลาไม่ไหว' - มติชน

tunggusama.blogspot.com

ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจหลัง ‘เป๊ก สัณณ์ชัย’ โพสต์ไอจี ‘เราคงแบกทุกๆเรื่องในชีวิตตลอดเวลาไม่ไหว’

เรียกได้ว่าปมดราม่านักแสดง-พิธีกรสาว ธัญญ่า ธัญญาเรศ เองตระกูล กับสามี เป๊ก สัณณ์ชัย เองตระกูล ที่มีข่าวหลังนักศึกษาสาว อิงอิง อิงณภัสร์ ส่งข้อความหาลูกสาว จนธัญญ่าฟาดแรง แต่ฝ่ายนักศึกษาสาวก็ยังโพสต์แขวะไม่เลิก แต่เป๊ก สัณณ์ชัย ก็ไม่ได้พูดอะไรในเรื่องดังกล่าวอีก ส่วนเรื่องการฟ้องร้องถ้าไม่มีอะไรที่รุนแรงกว่านี้ก็จะปล่อยไป

ซึ่งทางฝ่าย “เป๊ก สัณณ์ชัย” ได้โพสต์รูปที่ตนเองไปวัดแห่งหนึ่ง และโพสต์ภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมระบุว่า “ธรรมะเป็นที่พึ่ง😌” ด้านธัญญ่าเข้าคอมเมนต์กลางไอจี และถามตรงๆ ไปเลยว่า “ใครถ่าย?? ผู้ดูแลคนไหน..บอกมา” จนกายเป็นเรื่องฮือฮาในโซเชียลกันเลยทีเดียว (อ่าน – วงแตก!! ธัญญ่า ถามกลางไอจีเป๊ก ‘ผู้ดูแลคนไหน… ถ่าย??’)

ล่าสุด “เป๊ก สัณณ์ชัย” ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัวอีกครั้ง โพสต์ข้อความระบุว่า “เก็บเรื่องที่ดีใส่เป้ไว้แล้วเดินต่อ เราคงแบกทุกๆเ รื่องในชีวิตตลอดเวลาไม่ไหว”

จนชาวเน็ตแห่เข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 20, 2020 at 06:57PM
https://ift.tt/3ktpXWi

ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจหลัง 'เป๊ก สัณณ์ชัย' โพสต์ไอจี 'เราคงแบกทุกๆเรื่องในชีวิตตลอดเวลาไม่ไหว' - มติชน
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Saturday, September 19, 2020

'ปราง'ไม่ยึดติดบทนางเอก เห็นคุณค่าในทุกๆโอกาส - เดลีนีวส์

tunggusama.blogspot.com

ฉีกลุคสาวเรียบร้อย อ่อนหวาน มารับบท ‘ดาว’ หรือ ‘ชลลดา’ ที่ทั้งสวย เก่ง เซ็กซี่ เพอร์เฟค ไม่ยอมคน ได้ถูกใจแฟน ๆ คว้าเรตติ้งถล่มทลาย ต้อนรับการขึ้นแท่นเป็นนางเอกละครหลังข่าวเต็มตัวเป็นครั้งแรกของสาว ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล ในละคร 'เมียอาชีพ' ทางช่อง 3 "บันเทิงเดลินิวส์" ไม่รอช้า รีบคว้าตัวสาวปราง มาพูดคุยถึงการทำงาน พร้อมอัพเดทเรื่องราวความรักสุดหวานกับแร๊ปเปอร์ชื่อดัง โต้ง-พิทวัส พฤกษกิจ หรือ ‘โต้ง ทูพี’  ด้วย

 


 

Q : รู้สึกยังไงที่กระแสตอบรับละคร'เมียอาชีพ' ดีมาก ?
“ดีใจค่ะ ปรางเล่นทวิตเตอร์ไปด้วยดูละครไปด้วย คือ แฟน ๆ ทวีตกันแบบเรียลไทม์มาก หลายคนบอกว่าชอบ ด้วยความที่ ‘ดาว’ เป็นนางเอกยุคใหม่ไม่ยอมคน ซึ่งปรางอยากเล่นบทแบบนี้มานานแล้ว ปกติจะได้รับบทเรียบร้อยไม่สู้คน แต่เรื่องนี้พูดจาฉะฉาน ไม่ยอมคน ตบมาตบกลับ ฉีกลุคแม่หญิงเรียบร้อยไปเลย ก็ตื่นเต้น แล้วพี่ อุ๊-พัชนี ผู้จัดเรื่องนี้ ก็จัดชุดให้สวย เซ็กซี่ทุกวัน เพราะต้องเป็นสวยมีเสน่ห์มากพอ ที่จะให้ผู้ชายในเรื่องมาหลงรัก สิ่งที่ปรางกังวลคือ คนดูจะเชื่อไหมว่าผู้หญิงคนนี้สวยมีเสน่ห์ ถึงขั้นที่ผู้ชายตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ พอดูกระแสในทวิตเตอร์ คนดูบอกว่าเชื่อแล้วว่าทำไม ผู้ชายถึงตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ ก็เพราะแต่งตัวสวยอยู่ตลอดเวลา ก็โล่งที่ฟีดแบคดีขนาดนี้ค่ะ(ยิ้ม)”


 

Q :  เลิฟซีนก็เยอะเหมือนกัน ?
“เยอะมากค่ะ เป็นบทที่อ่านไปแล้ว โอ้โห... นี่ละคร 18+ หรือเปล่า แต่ก็เป็นเลิฟซีนที่ไม่ได้มีอะไรรุนแรงหรือว่าล่อแหลม ส่วนใหญ่เป็นฉากกุ๊กกิ๊กน่ารัก ๆ มากกว่าค่ะ จริง ๆ ปรางว่าเรื่องนี้ให้แง่คิดอะไรหลายอย่าง ทั้งมุมมองความรัก ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว การที่คุณเป็นคนดี เพอร์เฟก เต็มที่กับความรัก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะประสบความสำเร็จในเรื่องความรักเสมอไป ทำให้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมถึงบอกว่าคนนี้ดีเกินไป นอกจากนี้ยังสะท้อนในเรื่องครอบครัวด้วย เชื่อว่าคนดูสัมผัสได้ กับความรักทุกรูปแบบที่มีอยู่จริงในละครเรื่องนี้ ก็ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและเป็นกำลังใจพวกเราทุกคนด้วยค่ะ”

 


 Q : อยู่ในวงการมา 10 ปี มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จกับอาชีพตรงนี้หรือยัง ?
“ปรางภูมิใจในทุกอย่างที่ก้าวเดิน เราอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จสูงสุดเป็นซุปเปอร์สตาร์ ดาวค้างฟ้า แต่ปรางก็พอใจในจุดที่เราที่เคยได้ขึ้นไปอยู่ เป็นคนที่คนทั่วประเทศรู้จักและชื่นชอบเรา ในบทบาทของ ‘แม่หญิงจันทร์วาด’ จากละคร ‘บุพเพสันนิวาส’ ทำให้รู้สึกว่าทุกก้าวที่ผ่านมามีความหมายหมด อาจผ่านช่วงที่ท้อบ้าง แต่พอถึงทุกวันนี้รู้สึกว่าคุ้มค่ามาก ปรางก็ไม่ได้มองเห็นว่าตัวเองจะดังมาก หรือว่ามีผลงานเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ เราแค่สู้และตั้งใจทำกับทุกบทบาท ไม่ว่าโอกาสจะเล็กหรือใหญ่ เราก็เต็มที่เสมอ ทุกโอกาสสำคัญหมด ชื่อเสียงที่เรามีจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเราเป็นนางเอก ฉะนั้นอย่าไปยึดติด คำว่าประสบความสำเร็จของปราง คือ การได้มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต เท่านี้ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดแล้ว แค่เรารักษาระดับต่อไปเรื่อย ๆ และทำทุกโอกาสให้ดีที่สุด กว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้ เราผ่านอะไรมาเยอะ ไม่ได้ดังเพียงชั่วข้ามคืน 10 ปีเลยนะ กว่าจะดัง(ยิ้ม) ซึ่งช่วยให้เรายังคิดถึงวันที่ผ่าน ๆ มาอยู่ ทำให้รู้ว่าเราเติบโตมาจากไหน ต่อให้เวลาผ่านไปแค่ไหน ปรางก็ยังเหมือนเดิมค่ะ”
 
Q : เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่ได้รับความชื่นชมในเรื่องของการวางตัว ?
 “ก็ดีใจค่ะที่เป็นอย่างนั้น เราเป็นคนของสังคม ยิ่งต้องทำตัวดี เชื่อไหมคะเวลาไปไหนมาไหน แล้วมีเด็กผู้หญิง ชื่นชอบเราเยอะมาก วาดรูปมาให้ คุณพ่อคุณแม่น้อง ๆ ชอบให้ปรางอัดคลิปให้บอกให้น้องตั้งใจเรียน เพราะเขาเชื่อฟังเรา เลยอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กผู้หญิงมาก ถามว่าแต่งตัวเซ็กซี่ไหม ก็มีบ้าง แต่ทุกอย่างที่ทำไปคือแฟชั่น เราเป็นคนรักสวยรักงาม ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองโทรม ยังไงก็ได้คือต้องเป๊ะก่อนออกจากบ้าน ปรางมีความสุขที่ได้เห็นตัวเองแต่งตัวสวย เราเป็นคนเอ็นจอยด์กับการแต่งตัว ถ้าจะบอกว่ามีเซ็กซ์แอพพีล ก็แล้วแต่มุมมอง ความจริงปรางก็เป็นคนตลก โก๊ะ ๆ ไม่ได้สวย เซ็กซี่อยู่ตลอดเวลา คือ มีบ้างก็เป็นเสน่ห์ของผู้หญิงค่ะ(ยิ้ม)”

 
Q : หนุ่ม ‘โต้ง’ หวานใจว่ายังไงบ้าง ?
“เขาชอบคนเซ็กซี่ ชอบคนสวย คนแต่งตัวอยู่แล้ว แต่เขาก็รู้ว่าเขาให้เซ็กซี่ได้ประมาณไหน เลยไม่ค่อยมีปัญหา แต่ชอบมาแซวมากกว่าเวลาลงรูป แต่ไม่เคยมีมาบังคับให้ลบรูป หรือบางทีเขาก็จะเอาแจ็คเก็ตให้เราใส่คลุมกันโป๊ ส่วนถ้าเขาจะถอดเสื้อหรืออะไร ปรางไม่เคยว่าเลยนะ(ยิ้ม) เรารู้จักมาประมาณ 9-10 ปีแล้ว แต่เป็นแฟนกันมา 8 ปีแล้วค่ะ นานเหมือนกัน แต่ก็ห่างกันไป 2 ปี กลับมาคราวนี้ก็เหมือนโตขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ต่างคนต่างยอมรับในสิ่งที่แต่ละคนเป็นได้ ดูผ่อนคลายไม่ต้องมีกฏเกณฑ์กันมาก เรารู้ว่าต้องทำยังไง ความสัมพันธ์ของเราถึงจะไปต่อได้ ตอนนี้ก็แฮปปี้ ไม่ได้แบบหว้านหวาน หรือต้องมานั่งสวีทไปดินเนอร์กันทุกวัน แต่ก็หาเวลามาเจอกันตลอด ซึ่งโต้งเขาเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และเขาก็เป็นคนที่โรแมนติกอยู่แล้วค่ะ”

Q  : ต่างคนต่างมีโอกาสเจอคนหล่อ-สวย สร้างความเชื่อใจให้กันยังไง ?
“เราไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าไม่เชื่อใจกัน ทุกอย่างก็จบ และต้องเปิดใจที่จะเชื่อใจกันด้วย มีอะไรเกิดขึ้นหรือรับฟังมา เราต้องเข้มแข็งก่อน สุดท้ายเราต้องเป็นคนตัดสินใจและรู้จักเขาดีที่สุดอยู่แล้ว เอาจริง ๆ โต้งขี้หึง แต่ปรางเฉย ๆ ไม่ชอบจุกจิกกับใคร ปรางเป็นคนไม่ชอบทำให้ใครลำบากใจ แต่โต้งเขาจะค่อนข้างเซ้นซิทีฟนิดนึง พอโตขึ้นเราก็ต้องอธิบายกับเขามากขึ้น อาจจะต้องบอกรายละเอียดเยอะหน่อย แต่ถ้าเขาเข้าใจก็ไม่มีปัญหาค่ะ”

Q : หลายคนลุ้นเรื่องข่าวดีของคู่เรา ?
“จริง ๆ ก็มีเขาคนเดียวนี่แหละ ไม่ได้จะไปไหน เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้แต่งงานในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเขาก็คิดเหมือนกัน เข้าใจว่าคนเชียร์เยอะ แต่เราไม่ได้กดดัน เพราะรู้สึกมั่นคงกับความสัมพันธ์ด้วยมั้งคะ เรารู้แหละว่าจะได้แต่งกับคนนี้ แต่อาจไม่ใช่ตอนนี้(เขิน) ส่วนเรื่องเบบี๋โชคดีที่เราเข้าใจตรงกัน คือ ถ้ามีแล้วแฮปปี้ก็ดี แต่ถ้าไม่มีเพราะปัญหาสุขภาพก็ไม่เป็นไร เราอยู่ด้วยกันสองคนก็มีความสุขดีค่ะ”
 


Q : อีกหนึ่งความฝันของปราง คือการทำงานเพลง ?
“ใช่ค่ะ โต้งก็เคยพูดว่าอยากทำให้ ถ้ามีโอกาสและจังหวะที่ดี ก็อยากทำ เขาก็ค่อนข้างเปิดกว้าง หาอะไรที่ใช่สำหรับเราจริง ๆ เขาต้องการให้มาจากอารมณ์ล้วน ๆ และอยากให้ปรางมีส่วนร่วมด้วยซ้ำ ก็ต้องใช้เวลานิดนึง เขาอยากให้เป็นเพลงของเราจริง ๆ แต่จะเก็บไว้ในโอกาสพิเศษหรือเปล่า ก็ต้องรอดูค่ะ(ยิ้มเขิน)”
 
 

 
 
Q : หลังจากนี้มีอะไรให้แฟน ๆ ติดตามบ้าง ?
“ตอนนี้มีละคร ‘ดวงใจในมนตรา’ และ ‘เฮลท์มี คุณผีช่วยด้วย’ ที่กำลังถ่ายทำ ส่วน ‘สายลับลิปกลอส’ กำลังจะเปิดกล้องค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของปรางด้วยนะคะ”

 

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 20, 2020 at 12:49AM
https://ift.tt/2FPCZOT

'ปราง'ไม่ยึดติดบทนางเอก เห็นคุณค่าในทุกๆโอกาส - เดลีนีวส์
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

อธิการบดี ม.เกริก ชี้ “เมื่อการค้าโลกเปลี่ยน...การค้าไทย-จีน เปลี่ยน!” สร้างสัมพันธ์ 2 ประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น - สยามรัฐ

tunggusama.blogspot.com

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกริก และ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เมื่อการค้าโลกเปลี่ยน ...การค้าไทย-จีน เปลี่ยน!” ชี้ชัดไทยต้องสร้างคนให้มี “ภาวะผู้นำ” ในโมเดล “สี จิ้น ผิง” พร้อมเชื่อมั่นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนแน่นแฟ้นมากขึ้น ด้วยการปั้นนักค้าขายมืออาชีพ ผ่านหลักสูตร “นักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน”

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวถึงหัวข้อปาฐกพิเศษ “เมื่อการค้าโลกเปลี่ยน...การค้าไทย-จีน เปลี่ยน!” ว่า ในเวทีการค้าโลกที่ต้องปรับตามสถานการณ์โดยมีปัจจัยภายนอกหลายด้าน อาทิ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-ไนน์ทีน ส่งผลให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องปรับตัวในทุกๆด้าน ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิถีชีวิต รวมทั้งการปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้กับทุกๆด้าน โดยประเทศไทยควรเน้นเดินหน้าสร้างภาวะผู้นำ เช่นเดียวกับที่ประเทศจีน มี “สี จิ้น ผิง” เป็นประธานาธิบดี ที่มีความชัดเจนในการเป็นผู้นำ โดยที่ผ่านมาประกาศจุดยืนว่า “ความฝันของเรา คือ ความฝันของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า การค้าขายระหว่างไทยและจีนจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น เพราะการทำการค้าร่วมกับประเทศจีนนั้น อาจทำได้ในหลายมิติ เช่น รัฐบาลต่อรัฐบาล ,สมาคมต่อสมาคม และ ประชาชนต่อประชาชน โดยต้องเน้นที่หลักวิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติผ่านหลักสูตร “นักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน” หรือ นพธ.รุ่นที่ 1 “การทำการค้าขายระหว่างไทยและจีนนั้น ผมว่ามันมีหลายวิธี นอกจากรัฐบาลต่อรัฐบาลที่จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อให้ไปไหนมาไหนได้สะดวก ด้วยรูปแบบความร่วมมือกันด้วยวิธีสมาคมต่อสมาคมก็ดี หรือ แม้แต่ประชาชนต่อประชาชน ก็มีความสำคัญ บางทีอาจเกิดความคิดใหม่ๆ เช่น ประชาชนต่อประชาชนที่มีความเป็นองค์กร (people to people programme organization) และ รัฐบาลต่อรัฐบาล (government to government) ซึ่งผมว่ามีหลายระดับ แต่ว่าคนที่จะเป็นนักพัฒนาการค้าไทย-จีน ต้องเตรียมให้ดี เพื่อจะได้เป็นผู้นำ หรือ สอนคนอื่นได้ และแน่นอนเราบอกว่าโควิด 19 ทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไป วัฒนธรรม วิถีชีวิต แล้วก็มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็เลยคิดว่าเทคโนโลยีที่เราพูดๆกัน ผมไม่อยากจะให้คนไทย หรือ ครูบาอาจารย์ตื่นเต้นจนเป็นการข่มขวัญกับนักศึกษา หรือ ใครต่อใคร เทคโนโลยีทุกอย่างจะก้าวหน้าแค่ไหน เราก็รับรู้ไว้แล้วซื้อได้ด้วย ถ้าเราจำเป็นจะใช้เมื่อไหร่ เราก็มาใช้ แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาก็คือ ภาวะผู้นำ ให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา เพราะชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการเมือง การค้า การขาย เศรษฐกิจ การพัฒนาชนบท ชุมชน ที่เขาผ่านมาได้ด้วยดี เขาใช้สามัญสำนึกมาก บางคนบอกว่า ไม่ต้องบริหารที่ใช้สามัญสำนึก ต้องใช้วิชาการ แต่จริงๆความสำเร็จที่แท้จริง สุดท้ายจริงๆคือ สามัญสำนึก” อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกริก กล่าว

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ กล่าวถึง หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน ว่า เป็นหลักสูตรแรกของมหาวิทยาลัยเกริก ที่จะมีบทบาทสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำการค้าร่วมกับจีน โดยการมาเรียนหลักหลักสูตรนี้เปรียบเสมือนนักมวยที่มีครู ซึ่งจะทำให้การทำการค้ากับจีนเดินหน้าได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะข้อกฎหมายการค้าที่มีต่อกันระหว่างไทยและจีน

“ต่อไปนี้ถ้าเราจะเป็นนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน ถ้ามีคำว่านัก แสดงว่าเป็นผู้เก่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักการแพทย์ นักการศึกษา นักกฎหมาย โดยข้อที่ 1 ต้องมองประชาชนก่อน สมมติว่าเราจะค้ากับจีน ต้องศึกษาก่อนว่าจีน เป็นคนยังไง ศึกษาประวัติศาสตร์ ศึกษาวัฒนธรรม คนจีนชอบอะไร และ คนจีนมีหลายเผ่าพันธุ์เหลือเกิน และ ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงจีนต้องไม่ทิ้งอาเซียน เพราะจีนกับอาเซียนต้องไปด้วยกัน เพราะเราก็อยู่อาเซียน เพราะฉะนั้นพวกเราต้องให้เวลากับตัวเอง ศึกษาคนอาเซียน คนเขมรอย่าไปว่าเขาอะไรยังไง เพราะเขามีจุดแข็งเยอะมาก ส่วนคนลาวเป็นยังไง เราก็ต้องศึกษา ข้อที่ 2 การค้าการขายสมัยใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาถึงวันนี้ เราต้องใช้หลักการ ความเป็นมืออาชีพ จะมาถูๆไถๆไม่ได้ ต้องมีระบบ มีหลักการ และข้อที่ 3 ตัวเราเอง ที่จะไปติดต่อใครต่อใคร ต้องมีวินัยของตัวเองให้ดีๆ” อธิการบดี กล่าว

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 20, 2020 at 07:53AM
https://ift.tt/3mC6Taf

อธิการบดี ม.เกริก ชี้ “เมื่อการค้าโลกเปลี่ยน...การค้าไทย-จีน เปลี่ยน!” สร้างสัมพันธ์ 2 ประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น - สยามรัฐ
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Wednesday, September 16, 2020

สุขภาพมาก่อน! ทีมสมัครเล่นเยอรมันแพ้ 37-0 เพราะกลัวโควิด-19 - Goal.com

tunggusama.blogspot.com

ทีมสมัครเล่นในเยอรมันยืนมองคู่แข่งยิงประตูแล้วประตูเล่าจากข้างสนามในระยะปลอดภัย เพราะกลัวติดโควิด-19

SG Ripdorf/Molzen II ทีมสมัครเล่นในเยอรมัน ยอมเป็นฝ่ายแพ้ทีมคู่แข่ง SV Holdenstedt II ถึง 37-0 เพราะต้องการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19

ทั้งสองทีมมีโปรแกรมแข่งขัน Lower Saxony's 3. Kreisklasse ฟุตบอลลีกระดับ 11 ของเยอรมันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทว่ากลับมาเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อ Patrik Ristow ประธานสโมสร SG Ripdorf อ้างว่าผู้เล่นของทาง Holdenstedt มีการสัมผัสกับคนที่ติดเชื้อโควิด-19 จากเกมก่อนหน้านี้ที่พบ Eddelstorf

ถึงแม้ผลตรวจเชื้อของผู้เล่นทั้งสองทีมจะเป็นลบ แต่ทาง SG Ripdorf ก็ไม่มั่นใจว่าผู้เล่นของพวกเขาจะปลอดภัย เนื่องจากยังไม่พ้นระยะ 14 วัน นับจากที่สัมผัสผู้ติดเชื้อครั้งแรก จึงได้ขอให้มีการเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ทว่าทางฝ่ายจัดการแข่งขันปฏิเสธ

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนลงโทษจากการไม่ยอมลงแข่งขัน ทางด้าน SG Ripdorf จึงตัดสินใจที่จะยอมแข่ง โดยที่พวกเขาจะยืนอยู่ข้างสนามในระยะปลอดภัย และเปิดทางให้คู่แข่งได้ยิงประตูไปเรื่อยๆ ในสนามที่ว่างเปล่าแทน

"นักเตะบางคนในทีมสองของเราบอกเราว่าพวกเขาไม่อยากสัมผัสกับผู้เล่นของทาง SV Holdenstedt เพื่อความปลอดภัย" Patrik Ristow อธิบายทาง AZ

"เพราะยังไม่พ้นช่วงกักตัว 14 วัน ทำให้เกมของทีมชุดแรกของ Holdenstedt ยกเลิกไปแล้ว แต่โชคร้ายที่เกมของทีมชุดที่สองไม่โดนยกเลิกไปด้วย

"ทีมงานโค้ชและผู้อำนวยการสโมสรต้องรับผิดชอบต่อทีม และต้องยอมรับกับสถานการณ์ของโลกวันนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนสนใจ

"ขณะเดียวกัน ในฐานะสโมสร พวกเขาก็ต้องระมัดระวังไม่ให้โดนลงโทษแบบไม่จำเป็น จากการไม่ยอมลงแข่งในระหว่างช่วงเวลาที่ยากลำบากจากโควิด-19 เช่นนี้ ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเงินของสโมสรแย่ลงไปอีก"

ขณะที่ทาง Florian Schierwater เฮดโค้ชของ SV Holdenstedt II เชื่อว่าสิ่งที่ทาง Ripdorf ทำนั้นเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ "มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะไม่เล่นเกมนี้

"ไม่มีนักเตะคนไหนของเราที่สัมผัสกับผู้เล่น Eddelstorf ที่มีผลตรวจเป็นบวก ผมก็แค่กล่าวทักทายกับเขา แต่ก็เหมือนเช่นทุกๆ คน ผมสมัครใจที่จะเข้ารับการตรวจ

"ถ้าว่ากันตามกระทรวงสาธารณสุข ครึ่งหนึ่งของทีมชุดนี้ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจด้วยซ้ำ"

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 16, 2020 at 06:58PM
https://ift.tt/32At4pq

สุขภาพมาก่อน! ทีมสมัครเล่นเยอรมันแพ้ 37-0 เพราะกลัวโควิด-19 - Goal.com
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Tuesday, September 15, 2020

7 ของใช้ในบ้านที่จะกลายเป็นอันตราย หากคุณดูแลไม่ดี - Sanook

tunggusama.blogspot.com

เป็นเรื่องปกติที่เราเคยชินกับการใช้ของบางอย่างเป็นระยะเวลานาน แต่การทำแบบนั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเลย และนี่คือเหตุผลที่เราควรดูแลสิ่งเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ หรือมีการเปลี่ยนเมื่อจำเป็น เพราะถ้าเราเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนหรือบำรุงรักษา สิ่งของเหล่านี้อาจกลายเป็นของไม่มีประโยชน์ และบางครั้งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ด้วยความเป็นห่วง Sanook Home มีวิธีดูแล และใช้ของในบ้านที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตให้คุณมีสุขภาพดี

1.แก้วกาแฟ

เราดื่มกาแฟทุกวัน ถ้าเรามีแก้วใบโปรด แต่กาแฟจะไม่ดีเลยถ้าแก้วที่ใส่กาแฟนั้นเต็มไปด้วยแบคทีเรีย หลังจากเติมกาแฟแล้วเราใส่ครีม น้ำตาลลงในแก้ว จากนั้นเราใช้ริมฝีปากสัมผัสแก้ว ซึ่งมันส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราควรล้างแก้วทันทีหลังจากใช้งาน เพราะภายในเวลาเพียง 45 นาที เชื้อโรคซึ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่นเชื้อราสามารถเติบโตบนแก้วกาแฟได้

2.ที่นอน

เมื่อเวลาผ่านไปไรฝุ่นสามารถสะสมบนที่นอนของเรา และอาจเป็นอันตรายต่อผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นถ้าที่นอนของเราอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์อาจส่งผมเรื่องการนอน และอาจนำไปสู่ปัญหาโรคหัวใจหรือโรคไตได้ โดยทั่วไปเราจึงแนะนำให้เปลี่ยนที่นอนทุกๆ 8 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของที่นอน

3.หมอน

เราขอแนะนำให้เปลี่ยนหมอนทุกๆ 1-2 ปี เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราใช้มันอย่างต่อเนื่อง เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหรือเส้นผมจะกลายสภาพเป็นสิ่งที่ไรฝุ่นชื่นชอบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังของเรา ดังนั้นจะเป็นความคิดที่ดียิ่งขึ้นถ้าจะเปลี่ยนหมอนของเราทุกๆ 6 เดือน รวมทั้งเรายังแนะนำให้ใช้เคสป้องกันระหว่างหมอนกับปลอกหมอนด้วย

4.ผ้าเช็ดตัว

มันจะเหมือนการอาบน้ำใหม่ได้อย่างไร หากผ้าเช็ดตัวของคุณไม่สะอาด ดังนั้นคุณจึงควรดูแลผ้าเช็ดตัวของคุณให้สะอาดเพื่อดูแลผิวหนังของคุณไปด้วย เพราะถ้าผ้าเช็ดตัวไม่สะอาดอาจส่งผลทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนั้นเมื่อผ้าเช็ดตัวมีความชื้น ผ้าเช็ดตัวจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรค คำแนะนำก็คือควรซักผ้าเช็ดตัวของคุณหลังใช้ไปแล้ว 3 ครั้ง นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อจากผ้าขนหนูของคุณ นอกจากนี้คุณควรเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เนื่องจากผ้าเหล่านี้มักสูญเสียการดูดซับหลังจากผ่านการใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว

5.ม่านอาบน้ำ

การซักม่านอาบน้ำสัปดาห์ละครั้งไม่ใช่งานหนักสำหรับคุณ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากจะช่วยกำจัดแบคทีเรีย เชื้อรา และสิ่งสกปรกที่สะสมมานาน

6.เราน์เตอร์

คุณควรเปลี่ยนเราเตอร์ทุกๆ 3-4 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อเครือข่ายที่อาจจะเกิดความล่าช้าของสัญญาณอินเทอร์เน็ต

7.เสื้อผ้าเก่า

การกำจัดเสื้อผ้าเก่าเป็นสิ่งที่เราควรพยายามทำทุกปี เพราะเป็นวิธีที่ดีในการจัดตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบและพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเสื้อผ้าที่ควรเคลียร์ออกไปคือเสื้อผ้าที่เกินกว่าจะซ่อมแซมได้ เสื้อผ้าที่คุณไม่ได้สวมใส่มานานกว่า 1 ปีแล้ว เสื้อผ้าที่พวกคุณไม่ชอบมัน รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดเมื่อสวมใส่ หรือเสื้อผ้าที่ทันสมัยเกินไป และถ้าเป็นเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ ก็ควรเร่งกำจัดออกจากตู้

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 16, 2020 at 11:13AM
https://ift.tt/32yXvMD

7 ของใช้ในบ้านที่จะกลายเป็นอันตราย หากคุณดูแลไม่ดี - Sanook
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

กำชับผู้รับสัมปทานตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงศาลาที่พักผู้โดยสารฯ - อาร์วายที9

tunggusama.blogspot.com

กรุงเทพฯ--16 ก.ย.--กรุงเทพมหานคร

นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. เปิดเผยถึงความเข้มงวดตรวจสอบและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางที่อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครและที่กรุงเทพมหานครให้สัมปทานแก่เอกชนตามสิทธิสัญญาการดูแลบำรุงรักษาป้ายฯ ว่า สำนักการจราจรและขนส่ง มีสัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อดูแลความเรียบร้อย รวมถึงรักษาความสะอาดของศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ทั้งนี้ ได้กำชับผู้รับสิทธิต้องปฏิบัติตามมาตรการของสำนักการจราจรและขนส่ง ประกอบด้วย การทำความสะอาดศาลาที่พักผู้โดยสารฯ เป็นประจำทุกๆ 7 วัน ทาสีใหม่ทุก 1 ปี ปรับปรุงศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ทุกแห่งตามสัญญา ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย มั่นคงแข็งแรง งดงามอยู่เสมอ กรณีเกิดการชำรุดเสียหายแก่ศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ผู้รับสิทธิต้องสร้างหรือซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยภายใน 7 วัน หากชำรุดเสียหายจากอุบัติเหตุ เช่น ถูกรถชนล้มหรือพายุพัดเสียหาย ให้รื้อถอนคืนพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง และจัดซ่อมแซมหรือสร้างทดแทนภายใน 7 วัน ต้องทำประกันวินาศภัยเกี่ยวกับศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ที่ดำเนินการทั้งหมดตลอดอายุสัญญา โดยครอบคลุมถึงความรับผิดต่ออุบัติเหตุหลัก ความเสียหายที่เกิดแก่ศาลาที่พักผู้โดยสารฯ รวมทั้งคุ้มครองความรับผิดครอบคลุมถึงบุคคลที่สามตลอดอายุของสัญญา และรายงานให้กรุงเทพมหานครทราบ นอกจากนี้ยังเพิ่มความถี่การตรวจสอบความสมบูรณ์ภายนอกของศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ทุกๆ หลัง ตามสัญญาทุก 3 วัน และตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ทุกๆ 6 เดือน และสำหรับศาลาที่พักผู้โดยสารฯ ที่มีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ ในรูปแบบ Full Function และ Light Function จะตรวจสอบผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) วันละ 4 รอบ ในช่วงเวลา 08.00 น. 12.00 น. 16.00 น. และ 19.00 น. กรณีไฟแสงสว่างดับซึ่งเป็นเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการไฟฟ้านครหลวง ต้องดำเนินการแก้ไขภายใน 24 ชั่วโมงกรณีเกิดอุบัติเหตุให้จัดทีมเข้าตรวจสอบและเคลื่อนย้ายทันทีที่พบเห็นหรือได้รับแจ้ง


Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 16, 2020 at 09:02AM
https://ift.tt/3c4YRle

กำชับผู้รับสัมปทานตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงศาลาที่พักผู้โดยสารฯ - อาร์วายที9
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Monday, September 14, 2020

'เซ็นทรัลรีเทล' ลั่นพร้อมตั้งรับทุกวิกฤติ! - กรุงเทพธุรกิจ

tunggusama.blogspot.com

15 กันยายน 2563 | โดย สรัญญา จันทร์สว่าง

0

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น คือ ดิสรัปชันครั้งใหญ่! และเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีใครคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งกระทบทุกคนทุกภาคส่วน และกระทบลามไปทั่วโลก

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC  มองว่า ไวรัสโควิด-19 จะยังไม่หายไปในเร็ววัน และอยู่กับเราไปเรื่อยๆ จนกว่าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจะพัฒนาได้สำเร็จ ดังนั้น กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้ปรับแผนธุรกิจ ปรับวิธีคิด และ เพิ่มวินัยในการทำงาน โดยยึดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในทุกๆ ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ 

"บทเรียนที่ผ่านมา ทำให้เราวางแผนและดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น ทั้งการปรับแผนธุรกิจ ปรับวิธีคิด และเพิ่มวินัยในการทำงาน โดยยึดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ"

โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการและรักษากระแสเงินสด (Cash Flow) ให้มีสภาพคล่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น  ชะลอ ในสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน! 

แต่ในส่วนที่เป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตของบริษัท  ก็ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างเต็มที่ เช่น การลงทุนเรื่องบุคลากร  เทคโนโลยี และการร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ  เพื่อให้เป็นไปตามกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายของเซ็นทรัลรีเทลมุ่งเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้คน หรือ Central of Life 

ทุกๆ การลงทุน เราได้มีการจับตามองอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับแผนการลงทุนอย่างทันท่วงที เพื่อความคล่องตัวของธุรกิจ ซึ่งเซ็นทรัล รีเทล ได้ผ่านจุดต่ำสุดของธุรกิจมาแล้ว"

แม้จะมีแนวโน้มของการระบาดรอบใหม่ แต่เชื่อว่าเหตุการณ์การแพร่ระบาดในทุกพื้นที่น่าจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะรัฐได้ทุ่มเทอย่างหนักในการบริหารจัดการและป้องกัน ทำให้ไทยมีระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง มีมาตรการที่รัดกุม เคร่งครัด สามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงแคบ กรณีเมื่อมีผู้ติดเชื้อ ทางภาครัฐก็สามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทันท่วงที อันเนื่องมาจากระบบสาธารณสุขที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้อัตราการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ลดลงไปได้อย่างมาก

ดังนั้นหากมีการแพร่ระบาดในอนาคต  ผลกระทบน่าจะถูกจำกัดเพียงแค่กระจุก หรือเป็นหย่อมๆ ในบางพื้นที่เท่านั้น  ซึ่งความร่วมมือจากคนไทยทุกภาคส่วน มีวินัย และป้องกันตนเองอย่างดี เรียกว่า การ์ดไม่ตก! เป็นหัวใจสำคัญ  

"โอกาสในการล็อกดาวน์ประเทศไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีก แต่รอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นน่าจะเป็นการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เพื่อให้เศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ ไม่หยุดชะงักงัน"

อย่างไรก็ดี ญนน์ มองว่า สิ่งหนึ่งที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เชื้อไวรัส แต่เป็นความกังวลของผู้คน! ที่แม้การติดเชื้อจะเกิดขึ้นเพียงจุดเล็กๆ ของประเทศ แต่ความตื่นตระหนกสามารถแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงมีความระมัดระวังสูงในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนนี้ และทำให้เศรษฐกิจไทยอาจไม่ฟื้นตัวได้รวดเร็วเท่าที่ควร เป็นภารกิจใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งรัดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ภายใต้หมวกอีกใบของซีอีโอ เซ็นทรัลรีเทล ยังรั้งตำแหน่ง ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ซึ่งได้มีโอกาสนำเสนอแผนกระตุ้นกำลังซื้อ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อปลุกการใช้จ่ายในภาคธุรกิจค้าปลีกและบริการซึ่งเปรียบได้กับกระดูกสันหลัง หรือเส้นเลือดใหญ่ ทำหน้าที่กระจายเลือดไปหล่อเลี้ยงระบบและส่วนต่างๆ ตั้งแต่เกษตรกร การจ้างงาน การกระจายสินค้า การให้บริการ การท่องเที่ยว    

มาตรการเร่งด่วนระยะสั้นรัฐต้องกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง! โดยมองว่า ช้อปช่วยชาติ จะเป็นยาแรงสร้างเม็ดเงินสะพัดได้อย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับกระตุ้นการบริโภคในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่นิยมสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้าซึ่งมีอัตราภาษีสูง 30% สูงสุดใน 15 ประเทศภูมิภาคเอเชีย ทำให้คนหันไปซื้อสินค้าที่ต่างประเทศ รัฐสามารถทดลองปรับลดภาษีนำเข้าชั่วคราวจะสร้างเม็ดเงินสะพัดมากขึ้นเช่นกัน 

ควบคู่ไปกับมาตรการพยุงการจ้างงานต่างๆ เช่น การจ้างงานรายชั่วโมงให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจและมีความยืดหยุ่นทั้งในส่วนนายจ้างและลูกจ้าง เพิ่มการจ้างงาน รวมถึงได้มีการเสนอแนวทางปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 0.1% ผ่านผู้ค้าปลีกรายใหญ่ จะมีส่วนช่วยกระจายงบประมาณสู่เอสเอ็มอีขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจได้ทันที

ญนน์ ย้ำอีกว่า การขับเคลื่อนธุรกิจของเซ็นทรัลรีเทลมีความได้เปรียบจาก "แพลตฟอร์มออมนิแชนแนล" ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อในการส่งมอบบริการและประสบการณ์ให้ได้เหมือนเดิมมากที่สุด เป็นกุญแจสำคัญทำให้ยอดขายในไตรมาส 2 ลดลงเพียง 21% จากประเมินว่าน่าจะลดลงมากกว่า 50% โดยรายได้รวมไตรมาส 2 อยู่ที่ 41,376 ล้านบาท ลดลง 21% ขาดทุนสุทธิ 2,519 ล้านบาท ลดลง 243% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมครึ่งปีแรก 95,661 ล้านบาท ลดลง 10% ขาดทุนสุทธิ 1,629 ล้านบาท ลดลง 139% ถือว่าดีท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้า!

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 15, 2020 at 11:22AM
https://ift.tt/3izZshp

'เซ็นทรัลรีเทล' ลั่นพร้อมตั้งรับทุกวิกฤติ! - กรุงเทพธุรกิจ
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

MEYOU ปั้น “พูดจริง” จับเท็จคนใจอ่อน (คลิป) - ไทยรัฐ

tunggusama.blogspot.com

“MEYOU” มิว-ชิษณุชา ตันติเมธ สังกัดไวท์มิวสิก กับซิงเกิลใหม่ “พูดจริง” ที่เริ่มขยับทำงานในทุกๆขั้นตอนร่วมกับโปรดิวเซอร์คู่ใจคนเดิม “กวิน อินทวงศ์” ถ่ายทอดแนวดนตรี R & B ที่มีลายมือเฉพาะตัวผ่านเพลงรักมุมมองแตกต่าง

“MEYOU” เผยว่า “ความพิเศษของเพลงนี้ที่อยากให้ทุกคนได้ฟัง ผมคิดว่ามันเป็นเพลงรักที่การนำเสนอไม่เหมือนใคร เป็นมุมมองค่อนข้างแปลกใหม่ แล้วผมก็คิดว่าคนหลายๆคนน่าจะมีมุมแบบนี้หรือเคยสัมผัส แต่ว่าไม่รู้จะออกมาพูดแบบไหน สำหรับผมแบบค่อนข้าง อิน...อินมากๆ ครับ (ยิ้ม)

สำหรับเอ็มวีเพลง “พูดจริง” ผมก็ได้นางเอกน่ารักๆ “ปริมมี่-วิพาวีร์” ส่วนตัวผมก็ชอบน้องอยู่แล้ว หมายถึงชอบคาแรกเตอร์เค้าอยู่แล้วครับ เนื้อเรื่องเนื้อหาของเอ็มวีก็จะเป็นการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ พูดถึงโมเมนต์ของความรู้สึก ผ่านซิมโบลิก เครื่องจับเท็จ เพราะว่าเราพูดถึงกรณีที่ว่า ครั้งนี้เราพูดจริงๆแล้วนะ เราไม่ได้โกหก คือเราเป็นคนใจอ่อน พูดแล้วไม่เคยทำได้ เราบอกว่าเราจะไปแต่เราไม่เคยไปได้จริงๆ แต่ว่าครั้งนี้เราพูดจริงๆแล้วนะครับ ก็นำมาใช้เป็นกิมมิก ผมก็ขอฝากเพลง “พูดจริง” กับทุกๆ คนด้วยครับ ผมตั้งใจทำมากๆ ในทุกๆขั้นตอน ตั้งแต่การทำเพลงไปจนถึงโปสเตอร์โปรโมต ฝากไว้ด้วยนะครับ พูดจริงครับ (หัวเราะ)”

มิวสิกวิดีโอเพลง “พูดจริง” ได้ผู้กำกับหญิงคนเก่ง “เบนซ์-นิษฐกานต์ แก้วปิยสวัสดิ์” มาสร้างสรรค์เรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่รัก ตั้งแต่เริ่มรักกันหวานชื่น จนถึงช่วงเวลาเมินเฉย รักจืดจาง สุดท้ายผู้ชายตัดสินใจจะไปจริงๆ โดยมีการตีความผ่านซิมโบลิก เครื่องจับเท็จ หรือกล่องอะคริลิก เป็นกล่องที่ไม่มีอากาศ เหมือนความสัมพันธ์ที่อึดอัด มีสถานการณ์ในรถสื่อสาร เป็น Road Movie ใช้ระยะทางของกิโลเมตรที่ผ่านไป แทนความสัมพันธ์ในแต่ละช่วง ตั้งแต่ต้นจนท้ายสุด.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 15, 2020 at 06:30AM
https://ift.tt/2FkYIOZ

MEYOU ปั้น “พูดจริง” จับเท็จคนใจอ่อน (คลิป) - ไทยรัฐ
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Sunday, September 13, 2020

นาดาว บางกอก ชวนทุกคนบริจาคเลือดเนื่องในวันเกิดครบรอบ 11 ปี ที่ศุนย์บริการโลหิตแห่งชาติ - อาร์วายที9

tunggusama.blogspot.com
นาดาว บางกอก ชวนทุกคนบริจาคเลือดเนื่องในวันเกิดครบรอบ 11 ปี ที่ศุนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

กรุงเทพฯ--14 ก.ย.--จีดีเอชห้าห้าเก้า

หลังจากที่สภากาชาดไทยเล่าให้ฟังว่า “ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา การบริจาคเลือดน้อยลง ในขณะที่ความต้องการเลือดมากขึ้น” วันเกิดนาดาว บางกอก ครบรอบ 11 ปีในปีนี้ เราเลยชวนทุกๆ คน รวมถึง ศิลปินนาดาว อาทิ ต่อ- ธนภพ, แบงค์ -ธิติ, ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ และ ตั้ว-เสฏฐวุฒิ มาร่วมบริจาคโลหิต เพื่อให้ทุกๆ เห็นว่า การบริจาคเลือดไม่ได้น่ากลัว แถมยังมีความสะอาด และปลอดภัย นอกจากนี้ผู้บริหารจีดีเอช จินา โอสถศิลป์ ,นาดาว บางกอก และบริษัทในเครือ ทีมงาน นักแสดง ยังได้นำเงินบริจาคจำนวน 110,000 บาทมาร่วมทำบุญ ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เรียกว่าเป็นวันเกิดที่อิ่มทั้งใจได้ทั้งบุญ


Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 14, 2020 at 09:05AM
https://ift.tt/33jD6Kw

นาดาว บางกอก ชวนทุกคนบริจาคเลือดเนื่องในวันเกิดครบรอบ 11 ปี ที่ศุนย์บริการโลหิตแห่งชาติ - อาร์วายที9
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

'ดร.อาทิตย์'แชร์บทความจุดอ่อน-แข็งประเทศไทย ชำแหละ'รัฐศาสตร์มาร'ผลักปชช.'โง่ เลว จน เจ็บ' - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

tunggusama.blogspot.com

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.09 น.

‘ดร.อาทิตย์’แชร์บทความจุดอ่อน-แข็งประเทศไทย ชำแหละ‘รัฐศาสตร์มาร’ผลักปชช.‘โง่ เลว จน เจ็บ’

13 กันยายน 2563 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้...

เมืองไทยเห็นแต่ด่ากันว่า “หนักแผ่นดิน”

ไม่รู้เหรอว่า ทุกคนที่มีน้ำหนัก “หนักแผ่นดิน” ด้วยกันทั้งนั้น

ไม่คิดเอาความหนักแผ่นดินของทุกคน มาช่วยกันสร้างสรรค์ชาติบ้านเมืองของเราที่สวรรค์ประทานมาให้อย่างวิเศษสุดอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นหรือ แทนที่จะชี้นิ้วด่าและทำลายล้างแต่คนอื่น

ที่แชร์ข้อมูลนี้ ไม่ได้มุ่งหวังที่ตะตำหนิใคร แต่แชร์เพื่อให้ได้อ่านกันและช่วยกันหาทางแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ให้ระบบการศึกษา การปกครอง การบริหาร การบังคับใช้กฎหมาย และศักยภาพของทุกคนดีขึ้น เพื่อลดจุดอ่อน เสริมแรงจุดแข็งให้กับประเทศ

“#สู้ก็อ่านไม่สู้ก็ผ่านไป

....อยากให้อ่านให้จบทุกๆข้อความเขียนมา

ถูกต้องทุกประการ จริงทุกเรื่อง

ประเทศนี้อุดมไปด้วยมือใครยาว สาวได้สาวเอา!!

#ผมว่าคนไทยน่าอ่าน แต่ “ดันไม่อ่าน”

#ใครเขียนไม่รู้ แต่ #แต่อ่านแล้วต้องพิจารณา #ว่าเขาเขียนวิเคราะห์ไว้ถูกไหม

อยากให้อ่าน เพื่อให้คนไทย ได้รู้จักตัวตน และรู้จักจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทย

คนที่รักประยุทธควรอ่าน

คนที่เกลียดประยุทธก็ต้องอ่าน

คนที่รักทักษิณยิ่งควรอ่าน

คนที่เกลียดทักษิณยิ่งต้องอ่านให้มาก

เพราะทุกคน คือ คนไทยที่จะเป็นกำลังสำคัญ ในการช่วยแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง ที่นักการเมืองชั่ว ข้าราชการเลวได้ทำให้ขาติเกือบหายนะ แลหายนะจะเกิดแน่ ถ้าคนไทยไม่รู้ดีรู้ชั่ว เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ จนลืมความถูกต้อง ชอบธรรม ทุจริต โกงกินอย่างเมามันกันไม่หยุดหย่อน

_______________________

ทูตประเทศแถบสแกนดิเนเวีย , นอร์เวย์ , สวีเดน , ฟินแลนด์ , เดนมาร์ก วิเคราะห์ให้ฟังว่า จุดแข็ง-จุดอ่อนของประเทศไทย และบทสรุปที่น่าคิด

**จุดแข็งของประเทศไทย **

ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ๆดีที่สุดในทุกๆ ด้าน คือ

1.ที่ตั้ง:

จะว่าอยู่ใจกลางโลกก็ว่าได้ เพราะรอบข้างมีแต่ประเทศที่มีประชากรมาก เช่น อินเดีย 1,200 ล้านคน จีน 1,400 ล้านคน ญี่ปุ่น 100 ล้าน อินโดนีเซีย 400 ล้านคน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เกาหลี ล้วนแต่ 100 ล้านคน >> ซึ่งหมายถึงตลาดการค้า ตลาดอาหารและยาสมุนไพร ที่ใหญ่มหาศาลยิ่ง

2.มีสภาพพื้นที่เป็นแหลม ยื่นลงไปในทะเลระหว่างสองมหาสมุทร คือ มหาสมุทรอินเดีย และมหาแปซิฟิก เป็นทั้งแหล่งอาหาร ออกเรือหาปลาได้ถึงสองมหาสมุทร ทั้งจะติดต่อค้าขายกับทุกประเทศ ก็สะดวกยิ่งนัก

3.บนผืนแผ่นดิน ก็อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีทรัพยากรธรรมชาติ ที่หลากหลาย มีป่าไม้ แหล่งน้ำ กุ้งหอย ปู ปลา ทั้งในน้ำจืด และในทะเล ทุกพื้นที่ในป่า ในบ้าน ในสวน เต็มไปด้วยพืชอาหาร และพืชสมุนไพรมากมายเหลือเกิน เป็นทั้งครัว และคลังยาสมุนไพรของโลกไปพร้อมกันได้เลยทีเดียว

4.ใต้ผืนดินก็มีแร่ธาตุนานาชนิด มีแหล่งน้ำมันดิบ และแก๊สธรรมชาติ มากมายมหาศาลยิ่งนัก มากกว่าประเทศกลุ่มโอเป็กหลายประเทศเสียด้วยซ้ำไป

5.เรามีภูมิปัญญาในการใช้สมุนไพรที่สืบทอดจากบรรพชนมากมายเหลือเกิน ที่สามารถนำมาวิจัยพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพ เป็นยาสมุนไพรที่มีมาตรฐานในการรักษาโรคได้ไม่แพ้ยาเคมีจากต่างประเทศ สามารถส่งเป็นสินค้าออกไปขายทั่วโลกได้ สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงของชาติได้อย่างดี

6.เรามีธรรมชาติที่สวยงาม มีหาดทรายยาวสองฝั่งทะเล มีน้ำตก มีถ้ำ เพิงผา ป่าไม้ ภูเขา อ่าว แหลม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีมากมาย

7.ตั้งอยู่ในเขตร้อนที่แดดจัด สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใช้อย่างไม่ต้องกลัวหมด มีลมบก ลมทะเล ที่สามารถแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ไม่รู้สิ้น

8.ตั้งอยู่ในเขตที่ไม่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติที่รุนแรง ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว ไม่มีภูเขาไฟที่คุกรุ่น ไม่มีลมพายุที่รุนแรง เช่น ทอร์นาโด หรือใต้ฝุ่น

9.เท่านั้นยังไม่พอ เรายังมีพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่มีคำสอนที่สมบูรณ์ ที่เป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุดอีกด้วย

10.เรามีคนไทยที่จิตใจดี ยิ้มแย้ม มีน้ำใจ มีความฉลาด เรียนรู้เร็ว สามารถพัฒนาได้ง่าย

ด้วยจุดแข็งทั้ง 10 ข้อดังที่กล่าวมาดินแดนไทยถือเป็นดินแดนสวรรค์บนดินก็ว่าได้ ใครก็ตามที่ได้เกิดในประเทศนี้ ถือได้ว่าโชคดี ไม่ต่างจากได้เกิดบนสวรรค์

คนไทยส่วนใหญ่ควรจะมีความสุขที่สุดในโลก มีสุขภาพดี ไม่เจ็บไขได้ป่วย มีฐานะมั่งคั่ง รำรวย กันถ้วนหน้า

แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

จุดอ่อน ของประเทศไทย

มีคนไทยเพียงไม่กี่ตระกูลที่เป็น

1.ขุนทหาร

2.ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

3.นักการเมืองใหญ่

4.นายทุนระดับชาติเท่านั้น

ที่ร่ำรวย ที่เสพสุขอยู่บนกองทุกข์ของประชาชนอย่างล้นเหลือ ราวกับเทพยดาเดินดินก็ไม่ปาน

แต่คนส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในขุมนรกของความยากจน ที่นับวันพวกเขายิ่งจน ยิ่งเป็นหนี้พอกพูนรุนแรง

ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ป่าไม้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ทำเกษตร ในแม่น้ำลำธารเต็มไปด้วยสารพิษทางการเกษตรตกค้าง สัตว์น้ำลดลงแทบไม่เหลือ เนื่องจากสารพิษปนเปื้อนในน้ำ ทำให้การขยายพันธุ์สัตว์น้ำลดลงมาก ส่งผลให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติของคนไทยลดลงอย่างน่าใจหาย คนต้องซื้ออาหารจากตลาดในราคาแพงแทบทั้งหมด

มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นโรคมะเร็งมากเป็นอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากรับสารเคมี ที่ปนเปื้อนในพืชผัก ในอาหารและน้ำ เข้าสู่ร่างกายทุกวัน เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีโรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคอ้วน ฯลฯ

เนื่องจากขาดสภาพแวดล้อม และการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม จนคนป่วยล้นทุกโรงพยาบาล ทำให้คนไทยจำนวนมากทุกขเวทนาจากการเจ็บไข้ได้ป่วย

ทั้งไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คนชั่วไม่เกรงกลัวกฎหมาย มียาเสพติด มีอาชญากรรมเต็มบ้านเต็มเมือง คนธรรมดาอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย

การทุจริตคอรัปชั่น ยิ่งเพิ่มทวีทุกระดับ ยักษ์ใหญ่โกงใหญ่ ยักษ์เล็กโกงเล็กๆ โกงตามที่มีแรงจะโกง บ้านเมืองเข้าสู่ยุค “มือใครยาว สาวได้ สาวเอา” อย่างแท้จริง

คือ ชนชั้นนำของไทยตั้งแต่ปี 2500 ได้ใช้หลัก “รัฐศาสตร์มาร” ในการปกครองบ้านเมือง คือ การปกครองประเทศแบบ ฉ้อฉล หลอกลวง “คดในข้อ งอในกระดูก”

“มุ่งทำให้ประชาชนอ่อนแอ”

ทำให้ประชาชน ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์

“โง่-เลว-จน-เจ็บ”

เพื่อให้ปกครองอย่างเอารัด เอาเปรียบ คดโกง ได้สะดวกง่ายดาย

** ข้อคิดที่น่าวิเคราะห์ ของสังคมไทย **

ปัญหาความเหลื่อมล้ำในทุกๆ ด้าน , ปัญหาความยากจน , หนี้สิน แม้แต่ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ แม้จะดูว่าเกิดตามธรรมชาติ แต่แท้จริงปัญหาพวกนี้ล้วนแล้วแต่เติบโต และขยายใหญ่ ลุกลาม ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากโครงสร้างการปกครองที่ชั่วร้าย ที่รวบอำนาจไว้ที่คนไม่กี่คน ไม่มีระบบถ่วงดุลอำนาจที่ดีพอ ทำให้ผู้ปกครองทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้

ผู้ปกครองกลายเป็นตัวขัดขวางการแก้ไขปัญหาทุกปัญหา เร่งให้มีปัญหา และปัญหาขยายใหญ่ขึ้นมากขึ้นทั้งสิ้น

วิธีการทำให้ประชาชน “โง่”

โดยจัดการที่หลักสูตรการศึกษาทำให้เด็กไม่รักการอ่าน ไม่ชอบการคิดหาเหตุผล ไม่สอนปรัชญาประชาธิปไตย ไม่สอนประวัติศาสตร์ วีรชนที่เป็นสามัญชนไม่สอนให้รู้จักการเอาตัวรอดในระบบทุนนิยม ไม่สอนให้รู้จักการรวมตัวกันต่อสู้ปัญหาเศรษฐกิจในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ ฯลฯ

วิธีการทำให้ประชาชน “เลว”

เรื่องนี้เน้นที่ปัญญาชน คนชั้นกลาง โดยจัดการที่การศึกษา จะไม่ฝึกการมีวินัย ไม่ปลูกฝังความรู้ทางศาสนาอย่างจริงจัง เพื่อให้คนไม่คิด พัฒนาจิตใจตนเอง เพื่อความเป็นมนุษย์ ไม่ปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ ให้ปัญญาชน-กีดกันการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาปัญญาชน เพื่อทำให้ปัญญาชน เห็นแก่ตัวให้มากที่สุด เพื่อให้ปัญญาชนคนรุ่นใหม่คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ตัวใคร ตัวมัน ไม่เห็นใจคนยากคนจน ไร้จิตสำนึกความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องเอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ที่ #ด้อยกว่า

ทำได้ดังนี้ ทางก็สะดวก ไม่มีใครขัดขวางการทุจริต การทำลายชาติของชนชั้นบน

แย่ถึงขนาดว่าถ้าใครพูดถึงการเมือง พูดถึงปัญหาชาติบ้านเมือง ชนชั้นกลาง ส่วนหนึ่งก็พากันต่อต้าน ไม่ให้พูด ซึ่งเท่ากับ “ปกป้องการคอรัปชั่น ปกป้องคนทำลายชาติกันเลยทีเดียว แล้วจะไม่ให้ประเทศนี้ แย่ที่สุดในโลก ได้อย่างไร ?

วิธีการทำให้ประชาชน “จน”

แค่ออกกฎหมายกีดกัน สร้างความเหลื่อมล้ำ ในการประกอบอาชีพ เช่น กฎหมายการเงินการธนาคาร การผลิตสุรา และอื่นๆที่ไม่เท่าเทียม ออกนโยบายส่งเสริมด้านอุตสาหกรรม เลิกการสนับสนุนด้านเกษตร งดเงินสนับสนุนวิทยาลัยเกษตรในต่างจังหวัด กลับไปสนับสนุนวิทยาลัยการกีฬาแทน ซึ่งไม่ได้พัฒนาอาชีพอะไร ไม่สนับสนุนการวิจัย ข้าว ยาง อ้อย พืชสวน ฯลฯ ปล่อยให้มีการบุกรุก ทำลายป่าไม้ แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร และสมุนไพร

สนับสนุนปุ๋ย เคมีฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง เพื่อทำลายสัตว์น้ำในธรรมชาติ ทำลายดิน ทำให้น้ำปนเปื้อนสารพิษ

แค่นี้ เกษตรกรก็ล้าหลังแข่งขันไม่ได้ ตกเป็นเบี้ยล่างนายทุน ยา ปุ๋ย พันธุ์พืช-สัตว์ เครื่องจักรกลการเกษตร ฯลฯ

แค่นี้เกษตรกร ก็ต้องทิ้งลูก เมีย ไร่ นา ไปหางานทำ เป็นกรรมกรในกรุงเทพฯ

การอ้างส่งเสริมอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จงใจละเลยการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่นั้น ชั่วร้ายเกินที่จะกล่าว

อย่าลืมว่าคนสามัญชน 70 กว่าล้านคนของไทย ไม่มีใครมีศักยภาพพอที่จะครอบครองเทคโนโลยีสูง หรือเป็นเจ้าของสถานที่ท่องเที่ยว เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีสูงได้ อย่างดีก็เป็นได้แต่ลูกจ้าง เป็นทาสนายทุน ประชาชนจะมีรายได้สูงตามที่โม้ว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร?

วิธีการทำให้ประชาชน “เจ็บ”

แค่เว้นภาษีนำเข้ายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เพียงอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ซื้อของเหล่านี้ได้ถูก ทั้งที่จริงถ้านำธรรมชาติมาคิดเป็นต้นทุนแล้ว มันจะแพงแสนแพงก็ตาม

นอกจากจะทำให้นายทุนยาพิษรวย จนสะดือปลิ้นแล้ว ยาเหล่านี้ยังไปปนเปื้อนในดิน น้ำ อากาศ นอกจากทำให้ปลา สัตว์น้ำในธรรมชาติแทบสูญพันธุ์แล้ว ยังทำให้คนไทยทุกคนได้รับยาเหล่านี้ผ่านอาหาร สัมผัสโดยตรง ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคต่างๆ สารพัด ทำให้ธุรกิจค้าความตายเหล่านี้ เติบโตสูบเงินคนไทยไปไม่ต่ำกว่าปีละเก้าแสนล้านบาททีเดียว

หลายคนอาจไม่ทราบว่าสารพิษเคมีเกษตรนั้น ปลอดภาษีมูลค่าเพิ่ม

แต่ จุลลินทรีย์ชีวภาพ กำจัดแมลงที่ปลอดภัย และคนไทยทำได้เอง กลับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (นีคือความคดในข้อฯของกฎหมายที่ออก โดยคนชั้นสูง ครับ)

เพื่อกีดกันด้านการค้า และเพื่อชะลอเทคโนโลยีอินทรีย์ที่ปลอดภัยและผลิตได้เองอย่างชะงัดนัก

บทสรุป สั้นๆ <<

ปัจจุบัน ประเทศของเรากำลังดิ่งลงและแย่ที่สุดเพราะ

1.ชนชั้นนำไทย ที่พยายามทำลายไทย เพื่อประโยชน์ของตน และโคตรตระกูลตนฝ่ายเดียว

2.ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ที่ไร้ความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เห็นแก่ความสุขสงบของตน มองการต่อต้านความอยุติธรรมของการปกครองเป็นความวุ่นวาย และพากันต่อต้านการต่อสู้ของประชาชน !!!

รอวันล่มสลาย !!!

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

https://ift.tt/2Fp5P8Z

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 13, 2020 at 04:09PM
https://ift.tt/3kbP13T

'ดร.อาทิตย์'แชร์บทความจุดอ่อน-แข็งประเทศไทย ชำแหละ'รัฐศาสตร์มาร'ผลักปชช.'โง่ เลว จน เจ็บ' - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Saturday, September 12, 2020

แลมพาร์ดเผยเคล็ดลับเชลซีปาด ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี้ คว้าแวร์เนอร์ - Goal.com

tunggusama.blogspot.com

กุนซือสิงโตน้ำเงินครามเผยวิธีการที่เขาใช้เพื่อเอาชนะใจนักเตะ และคว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จ แม้จะมีคู่แข่งร่วมลีกคอยแย่งตัวอยู่เช่นกัน

แฟรงค์ แลมพาร์ด เฮดโค้ชเชลซี เปิดเผยขั้นตอนการเจรจาเพื่อคว้าตัวติโม แวร์เนอร์ จากอาร์เบ ไลป์ซิก ปาดหน้าสโมสรคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้

กองหน้าตัวใหม่ของทีมสิงโตน้ำเงินครามถือเป็นนักเตะเนื้อหอมในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเยอรมันส่งผลให้มีข่าวกับหลายสโมสรในยุโรปโดยเฉพาะทีมอย่างลิเวอร์พูล รวมถึงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย

อย่างไรก็ดี กลับเป็นสิงห์บลูที่เป็นคนปิดดีลดังกล่าวและคว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งทางแลมพาร์ดเชื่อว่าปัจจัยสำคัญในการเจรจาอยู่ที่การพยายามทำให้นักเตะเชื่อว่าสโมสรอยากได้ตัวพวกเขามาร่วมทีมอย่างแท้จริง

"คุณต้องเข้าใจว่า เมื่อมีคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลหรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คุณจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่ดีที่สุดของคุณให้นักเตะฟัง" แลมพาร์ดกล่าว

"จากการที่เคยเป็นนักเตะมาช่วงหนึ่ง ผมต้องพยายามขายสโมสรอย่างสุดความสามารถเวลาที่ผมพูดกับนักเตะ ปีเตอร์ เช็ค ก็ทำเช่นเดียวกันในบทบาทของเขา

"กับนักเตะอย่างติโม เราอยากจะได้ตัวเขามาร่วมทีมมากๆ เขาต้องรู้สึกถึงสิ่งนั้นจากเรา ผมชอบทุกๆ อย่างที่เขาบอกกับผมในบทสนทนานั้น เช่นเดียวกับนักเตะทุกๆ คน

"การสนทนาระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีมแบบนั้นมันสำคัญมากๆ เพราะความสัมพันธ์ของเราจะต้องดี ทุกอย่างที่คุณจะทำได้คือทำให้เต็มที่ในฐานะสโมสร

"ผมคิดว่าเราควรจะดีใจที่เรามีนักเตะในระดับนั้นเข้ามา นั่นคือวิธีที่เราพยายามจะทำ คราวนี้ก็เป็นขั้นตอนที่สองต่อไป คือให้พวกเขาตั้งตัวให้ได้ และพยายามเล่นให้ได้สุดความสามารถของพวกเขา"

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 13, 2020 at 06:35AM
https://ift.tt/35xGwfA

แลมพาร์ดเผยเคล็ดลับเชลซีปาด ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี้ คว้าแวร์เนอร์ - Goal.com
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

Thursday, September 10, 2020

'นุช วิลาวัลย์''ขอโทษ ปมแซะหมดยุคขายความสามารถ! - เดลีนีวส์

tunggusama.blogspot.com

กลายเป็นดราม่าที่หลายคนให้ความสนใจทันที หลังนักร้องสาว นุช-วิลาวัลย์ อาร์สยาม ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองดราม่าถึงปัจจุบันว่าการขายความสามารถคงไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะคนสนใจแต่สร้างกระแส

โดยสาวนุชได้โพสต์ข้อความผ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กว่า

“พึ่งรู้ซึ้งก็ยุคนี้แหละ ถ้าอยากดังต้องมีกระแส ต้องโกงเงินคน ต้องเป็นเมียน้อย ต้องเมาแล้วขับ ต้องเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม ต้องร้องเพลงเพี้ยน ต้องจิ้นต้องอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ใช่ร้องเพลงเพราะ กว่าจะสู้ฝึกฝนพยายามตัวเองให้เป็นนักร้องได้ใช้เวลากว่า 10 ปี ตอนนี้เป็นศิลปินมา 8 ปีแล้ว คิดว่าน่าจะหมดยุคของเราที่อยากเอาความสามารถมาโชว์ มาถ่ายทอดสู่คนฟัง #ท้อใจกับค่านิยมสมัยนี้ ตำบักหุ่งต่อไปค่ะไผอยากกินแนวแซ่บให่ฟ้าวมา คือสิบ่มีรสนิยมใหม่ดอกน้อ นิยมกินอาหารบ่แซ่บ #ขอบ่น1วันเน๊าะ

งานนี้พอสาวนุชโพสต์ข้อความลงไป ก็มีศิลปินและชาวเน็ตหลากหลายคนเข้ามากดไลค์ พร้อมแสดงความคิดเห็นเห็นด้วยมากมาย ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่เข้ามาต่อว่าการโพสต์ของสาวนุชว่าทำไมต้องแซะคนอื่น รวมถึงโพสต์ไม่เหมาะสมอีกด้วย

ทั้งนี้ จากดราม่าในโพสต์ดังกล่าว ก็ทำเอาสาวนุชทนไม่ไหวต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กอีกรอบ ด้วยการขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นเอง โดยสาวนุชเขียนข้อความว่า

“ก่อนอื่นนุชต้องขอโทษทุกคนจากใจจริงด้วยนะคะ และขอยอมรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งตัวนุชเองก็คาดไม่ถึง ว่าการที่โพสต์ออกไปในลักษณะนั้น มันเป็นการแซะคนอื่น หรือดูถูกคนในวงการเดียวกัน

นุชเองยอมรับว่าคิดน้อยไปหน่อย คิดแค่โพสต์เอาฮา เอาสนุกกับกลุ่มเพื่อนของตนเอง เหมือนทุกๆครั้ง เพราะนุชรู้ว่าไม่ได้โด่งดังอะไร คนที่ติดตามก็มีแค่กลุ่มเล็กๆแค่นั้น แต่มารู้ตัวอีกทีทัวร์ก็ลงซะแล้ว นุชเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงกลับไปอ่าน Status ซ้ำๆ ทำให้นุชเองก็ตกใจกับสิ่งที่โพสต์เหมือนกัน ว่าความหมายมันสามารถแปลไปได้ในหลายๆแง่

แต่ประเด็นที่นุชอยากจะสื่อ คืออารมณ์ของคนท้อแท้กับผลงานตนเอง ที่เราตั้งใจคัดสรรผลงานเพลงที่คิดว่าดี แต่กลับไม่ได้รับค่านิยมเหมือนเพลงอื่นๆ มันเลยกลายเป็นความท้อ ความนอยด์ในชั่วขณะนั้น และทำให้มีความคิดแบบนั้นออกมา พร้อมกับโพสต์ลงไปทันที แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะว่าร้ายใครเลยนะคะ ขอบคุณทุกๆคอมเมนต์ ที่คอยแนะนำรวมไปถึงคนที่เมนต์ด่า และคนที่ให้กำลังใจนุชได้อ่านทุกๆคอมเมนต์แล้ว นุชเองก็รู้สึกเสียใจ

#ขอโทษFC ทุกคน ที่นุชทำให้ทุกคนผิดหวังและเข้าใจผิดต่อไปนี้จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่นอน

#ขอโทษพี่ๆน้องๆที่เข้ามาให้กำลังใจหรือให้คำแนะนำแล้วถูกด่าไปด้วย เรื่องนี้นุชน้อมรับผิดด้วยตัวนุชคนเดียวนะคะ ส่วนคนรอบข้างนุชขอนะคะเพราะนุชเป็นห่วงความรู้สึกทุกคนมากๆค่ะ ขอโทษจากใจอีหลีค่ะ หวังว่าทุกคนคงจะให้อภัยผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้”

จากนั้นไม่นานก็มีแฟนๆเข้ามาแสดงความคิดเห็นในสองมุมเช่นเดิมทั้งให้กำลังใจ ให้อภัยและต่อว่าหาเรื่องใส่ตัวจำนวนมาก

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก นุช วิลาวัลย์ อาร์สยาม

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 11, 2020 at 12:04PM
https://ift.tt/2RcTTcP

'นุช วิลาวัลย์''ขอโทษ ปมแซะหมดยุคขายความสามารถ! - เดลีนีวส์
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q

สวยใจบุญ! เป้ย งดรับของขวัญวันเกิดลูก ชวนบริจาคเงินให้ รพ. แทน - thebangkokinsight.com

tunggusama.blogspot.com

ทำเอาหลายคนอดชื่นชมไม่ได้จริงๆ เมื่อคุณแม่คนสวยอย่าง เป้ย ปานวาด ได้ออกมาประกาศงดรับของขวัญวันเกิดลูกสาว น้องปาลิน ที่มีอายุครบ 2 ขวบ ในวันนี้(11 ก.ย.) ซึ่งเจ้าตัวได้เชิญชวนผู้ที่อยากจะให้ของขวัญวันเกิดลูกสาวให้เปลี่ยนมาทำบุญด้วยการบริจาคเงินให้กับทางโรงพยาบาลแทน

โดยเมื่อวานนี้(10 ก.ย.) เป้ย ได้โพสต์ภาพขณะที่นำข้าวสารอาหารแห้งและของใช้จำเป็นไปบริจาคให้แก่ผู้ยากไร้ พร้อมระบุข้อความว่า “พรุ่งนี้ลูกสาวของแม่จะครบ 2 ขวบแล้ว แม่ขอเป็นตัวแทนหนูมาบริจาคข้าวสารอาหารแห้งและของใช้จำเป็นต่างๆแก่ผู้ยากไร้นะคะ….วันเกิดของหนูเมื่อปีที่แล้วแม่ได้ให้คนที่จะมอบของขวัญให้หนูเปลี่ยนมาบริจาคโอนเงินเข้าโรงพยาบาลโดยตรงเพื่อซื้อเครื่องมือแพทย์ ได้จำนวนเงินทั้งหมด 600,000 กว่าบาท

ซึ่งทราบมาว่าทางโรงพยาบาลได้นำเงินเหล่านั้นมาซื้อเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป้ยต้องกราบขอบพระคุณทุกๆคนที่รักและเอ็นดูน้องปาลินมากๆนะคะ ปีนี้เป้ยมีความตั้งใจจะทำเช่นเดิมอีกค่ะ เป้ยขออนุญาตไม่รับของขวัญแต่เปลี่ยนมาบริจาคเงินเข้าโรงพยาบาลแทน ซึ่งเมื่อเป้ยติดต่อทางโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เป้ยจะมาแจ้งทางนี้นะคะ 🙏🏻😊❤️”

ทั้งนี้ เป้ย ยังเผยถึงความตั้งใจที่อยากจะช่วยเหลือและเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนให้ร่วมบริจาคในโครงการ “Hug For Hope” โดยเผยรายละเอียดว่า

“เนื่องในวันนี้เป็นวันเกิดครบ 2 ขวบของน้องปาลิน เนื่องจากปีที่แล้วเป้ยได้ร่วมโครงการ “Hug For Hope” มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก จุดประสงค์ของโครงการนี้ก็คือได้ช่วยเหลือเด็กๆที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลได้กลับบ้านสู่อ้อมอกของพ่อแม่…ซึ่งปีนี้ก็เช่นกัน เป้ยขออนุญาตไม่รับของขวัญแต่อยากจะขอเชิญชวนทุกๆท่านที่รักและติดตามพี่โปรดและน้องปาลินได้ร่วมกันบริจาคเงินด้วยกัน

“เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” ซึ่งรายละเอียดเลขที่บัญชีอยู่ในรูปข้างบนแล้วนะคะ เป้ยต้องขอบคุณทุกๆท่านที่รักและเอ็นดูติดตามพี่โปรดและน้องปาลินมากๆ เป้ยถือว่านี้เป็นโอกาสที่ดีเราจะได้ร่วมกันช่วยเหลือชีวิตคน ได้ทำสิ่งดีๆร่วมกัน และการบริจาคครั้งนี้ขอให้ส่งผลให้ทุกๆท่านได้รับแต่สิ่งที่ดีๆสุขภาพร่างกายแข็งแรงนะคะ🙏🏻😊❤️ #ปราณปาลิน #pranpalinbirthday”

Add Friend Follow

Let's block ads! (Why?)



"ทุกๆ" - Google News
September 11, 2020 at 10:54AM
https://ift.tt/3k5Yzxp

สวยใจบุญ! เป้ย งดรับของขวัญวันเกิดลูก ชวนบริจาคเงินให้ รพ. แทน - thebangkokinsight.com
"ทุกๆ" - Google News
https://ift.tt/2TiuM9Q